[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
ค้นหา   
เมนูหลัก
สาขาที่เปิดสอน
งานกิจการนักศึกษา

LINK
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง


ค้นหาจาก google

  
ประวัติ  
 

         อัตลักษณ์
                    รอบรู้ในศาสตร์ มารยาทงาม นำสมัย  มีวินัย  ใฝ่คุณธรรม

มหาวิทยาลัย ราชภัฏเทพสตรี  เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เริ่มก่อตั้งจากโรงเรียน ลวะศรีในปีพ.ศ. 2463 และพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีในปีพ.ศ.2547 โดย มีช่วงเวลาในการวิวัฒนาการดังนี้ - พ.ศ.2463         เริ่มก่อตั้งโรงเรียนลวะศรี
- พ.ศ.2479         โรงเรียนฝึกหัดครูสตรีลพบุรี
- พ.ศ.2483         โรงเรียนสตรีลพบุรี  “เทพสตรีวิทยาลัย”
- พ.ศ.2498         โรงเรียนเทพสตรีวิทยาลัย
- พ.ศ.2501         วิทยาลัยครูเทพสตรี
- พ.ศ.2535         สถาบันราชภัฏเทพสตรี
- พ.ศ.2547         มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
โรงเรียนลวะศรี
      โรงเรียนลวะศรีได้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2463  โดยใช้อาคารเรียนชั่วคราว ณ พระที่นั่งจันทรพิศาลในพระนารายณ์ราชนิเวศน์และในพ.ศ.2464 ได้ย้ายมาที่ถนนวิชาเยนทร์  ตำบลท่าหินบริเวณสถานีสารวัตร ทหารมทบ.13 ในปัจจุบัน 
โรงเรียนลวะศรีเป็นโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดลพบุรี       ในระยะเริ่มต้นทำการสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ต่อมาเปิดสอนระดับมัธยมศึกษาคือ ม.1-3  โดยครูที่สอนและนักเรียนเป็นผู้หญิงทั้งหมดและในพ.ศ.2479 ได้เริ่มเปิดสอนชั้นมัยธมศึกษาตอนปลาย  และเนื่องจากห้องเรียนมีจำกัด จึงทำให้โรงเรียนลวะศรี ต้องงดรับนักเรียนระดับประถมศึกษา  และสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษา คือม.1-6 เท่านั้น
โรงเรียนฝึกหัดครู
ในปีพ.ศ. 2479  โรงเรียน ลวะศรีที่เปิดสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัด ครูสตรีลพบุรี  และเริ่มเปิดรับนักเรียนฝึกหัดครูเป็นครั้งแรกเป็นนักเรียนฝึกหัดครูผู้หญิง เรียกว่านักเรียน
ฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด  โดยรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาเรียนต่อ 2 ปีและเมื่อจบหลักสูตรได้วุฒิครู ว. ต่อมามีการเปิดรับนักเรียนเตรียมครูประชาบาล  เป็นนักเรียนหญิงที่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มาเรียนต่อ 1 ปี  แต่ภายหลังได้ปรับหลักสูตรเป็น 3 ปี
โรงเรียนสตรีลพบุรี “เทพสตรีวิทยาลัย”
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2483 ได้ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูสตรีลพบุรีจาก ถนนวิชาเยนทร์มาอยู่ ณ ที่ปัจจุบันถนนนารายณ์มหาราช  ซึ่งหน่วยราชการทหารยกที่ดิน  และสร้างอาคารเรียนให้  ส่วนอาคารเรียนเดิมยกให้เป็นที่ทำการหน่วยสารวัตรทหารและได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนสตรีลพบุรี “เทพสตรีวิทยาลัย” สังกัดกรมสามัญศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการโรงเรียนสตรีลพบุรี “เทพสตรีวิทยาลัย”  ได้เปิดการศึกษา 3 แผนกคือ แผนกอนุบาล  แผนกมัธยมและแผนกฝึกหัดครู  และต่อมาแผนกอนุบาลได้แยกออกเป็นโรงเรียนอนุบาลลพบุรี 
โรงเรียนเทพสตรีวิทยาลัย
วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2498  ได้เปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนสตรีลพบุรี  “เทพสตรี-วิทยาลัย” เป็นโรงเรียนเทพสตรีวิทยาลัยโรงเรียนเทพสตรีวิทยาลัยได้เปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรการศึกษา (ป.กศ.)ในปีพ.ศ.2498  และเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง(ป.กศ.สูง) ในปีพ.ศ. 2500
วิทยาลัยครูเทพสตรี 
วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2501 โรงเรียนสตรีลพบุรี “เทพสตรีวิทยาลัย”  ได้เลื่อนฐานะเป็น วิทยาลัยครูเทพสตรี (ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการเปลี่ยนชื่อโรงเรียนฝึกหัดครู   ลงวันที่ 8 มีนาคม 2501)วิทยาลัยครูเทพสตรี  นอกจากเปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรทางการศึกษา (ป.กศ.) ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง)แล้วพึงได้เปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรครูประถม(ป.ป.) ในปีพ.ศ. 2510  และเริ่มเปิดสอนนักศึกษาระดับปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิต(ค.บ.) ในปี พ.ศ.2517 ในสาขาวิชาภูมิศาสตร์และสาขาวิชาชีววิทยา 
             ในพ.ศ.2518 วิทยาลัยครูเทพสตรีได้รับการยกฐานะ  เป็นสถาบันอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ.2518 มีภารกิจ คือให้การศึกษาสาขาวิชาการต่างๆ  ตามความต้องการของท้องถิ่นผลิตครูในระดับปริญญาตรี ทำการวิจัย ส่งเสริมวิทยฐานะของครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  และให้บริการวิชาการแก่สังคม  ซึ่งทำให้วิทยาลัยครูเทพสตรี  ขยายการผลิตบัณฑิต  ระดับปริญญาตรี  ครุศาสตรบัณฑิตในสาขาวิชาต่างๆ เพิ่มขึ้นทั้งนักศึกษา ภาคปกติ  และการอบรมครูและบุคลากร ทางการศึกษาประจำการ 
               ในพ.ศ.2527 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู  พ.ศ.2527 (วันที่ 27 กันยายน 2527)  มีผลทำให้วิทยาลัยครูเทพสตรีสามารถเปิดสอนสาขาวิชาการต่างๆ เพิ่มขึ้น นอกจากการผลิตครูและได้มีการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาการศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์  สาขาศิลปศาสตร์ทั้งระดับอนุปริญญาและระดับปริญญาตรี
สถาบันราชภัฏเทพสตรี
วัน ที่ 14 กุมภาพันธ์  พ.ศ.2535  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานนามใหม่แก่วิทยาลัยครูทั่วประเทศว่า  “สถาบันราชภัฏ”  และโดยพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏพ.ศ.2538  มีผลทำให้วิทยาลัยครูเทพสตรีเปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏเทพสตรี (RAJABHAT INSTITUTE THEPSATRI) ในวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2538 และมีภารกิจหลักในการศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงทำการวิจัยให้บริการ วิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่าย ทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู  ซึ่งทำให้สถาบันราชภัฏเทพสตรีเป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาท้องถิ่นดำเนินการผลิตบัณฑิตสาขาอื่น  เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น                   มีการเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู  และระดับปริญญาโท โดยการเปิดสอนปริญญาโทภาคพิเศษ  สาขาบริหารการศึกษาในปีพ.ศ.2543  และเปิดสอนสาขายุทธศาสตร์การพัฒนา  และสาขาหลักสูตรและการสอนในพ.ศ.2545
มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี
วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2547  สถาบันราชภัฏเทพสตรีได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี (THEPSATRI  RAJABHAT  UNIVERSITY) ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ราชภัฏพ.ศ.2547 มีภารกิจหลักในการเป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาท้องถิ่นที่เสริมสร้าง  พลังปัญญาของแผ่นดิน  ฟื้นฟูพลังการเรียนรู้ เชิดชู ภูมิปัญญาท้องถิ่น  สร้างสรรค์ศิลปวิทยา เพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนของปวงชน  มีส่วนร่วมในการจัดการ  การบำรุงรักษาการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม         อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์
ให้ การศึกษา  ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง  ทำการสอนวิจัยให้บริการทางวิชาการแก่สังคม  ปรับปรุง  ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมผลิตครู  และส่งเสริม   วิทยฐานะครู ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีได้จัดการศึกษาระดับปริญญาตรี  และระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาต่างๆ มากมาย   เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น  มีการเปิดหลักสูตรนานาชาติ   มีโครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ   มีการขยายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตไปยังจังหวัดสิงห์บุรีและสุพรรณบุรี  และมีการเปิดศูนย์การศึกษาของมหาวิทยาลัยในจังหวัดสระบุรี  สิงห์บุรี  สุพรรณบุรีและนครสวรรค์




ตราสัญลักษณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
                เป็น รูปวงรี 2 วงซ้อนกัน ระหว่างวงรีส่วนบนเขียนเป็นอักษร ภาษาไทยว่า "มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี" ส่วนล่างเขียนเป็น อักษรภาษาอังกฤษว่า "THEPSATRI RAJABHAT UNIVERSITY" ภายใต้วงรีด้านในมีตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นรูปพระที่นั่ง อัฐทิศ ประกอบด้วยวงจักร กลางวงจักรมีมีอักขระเป็นอุหรือเลข ๙ รอบวงจักรมีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตร เจ็ดชั้นตั้งอยู่บนพระที่นั่งอัฐทิศ แปลความหมายว่าทรงมีพระบรม เดชานุภาพในแผ่นดินสัญญาลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย มี 5 สี คือ
สีน้ำเงิน แทนค่า สถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ให้กำเนิดและพระราชทานนาม "สถาบันราชภัฏ"
สีเขียว แทนค่า แหล่งที่ตั้งของสถาบันฯ 41 สถาบันในแหล่งธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมที่สวยงาม
สีทอง แทนค่า ความเจริญร่งเรืองทางปัญญา
สีส้ม แทนค่า ความรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ก้าวไกลใน 41 สถาบัน
สีขาว แทนค่า ความคิดอันบริสุทธิ์ของนักปราชญ์แห่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว ฯ

ดอกไม้สัญญลักษณ์ 



ดอกหางนกยูง

สีประจำสถาบัน

กรมท่า - เขียว



ปรัชญา 
มหาวิทยาลัย ราชภัฏเทพสตรีเป็นเป็นมหาวิทยาลัยอุดมศึกษา มุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการบนพื้นฐานแห่งคุณธรรม ร่วมชี้นำการพัฒนาท้องถิ่นและสังคม
วิสัยทัศน์ 
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เป็นแหล่งความรู้ เป็นที่พึ่งของท้องถิ่นและภูมิภาคเสริมสร้างคุณภาพคน สังคมไทยให้เข้มแข็ง ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
พันธกิจ
1. สร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
2. สร้างระบบจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
3. สร้างองค์ความรู้เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้กับชุมชน ท้องถิ่น และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
4.ส่งเสริมและทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
เป้าประสงค์
เพื่อให้สอดคล้องกับ ปรัชญา วิสัยทัศน์ และพันธกิจ ที่กำหนดสถาบันมีวัตถุประสงค์ ในการดำเนินงานดังนี้
1. ประชาชนเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น
2. ผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความสามารถในการแข่งขัน
3. ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการอบรมและพัฒนาเพิ่มขึ้น
4. มีงานวิจัยที่พัฒนาองค์กรความรู้และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น
5. ท้องถิ่นมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
6. ใช้ความหลากหลายทางศิลปะและวัฒนธรรมเป็นทุนทางสังคม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชน
ประเด็นยุทธศาสตร์
1. สร้างโอกาศทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา
2. การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรมและมีประสิทธิภาพ
3. การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
4.การวิจัย พัฒนา ปรับปรุงและถ่ายทอดเทคโนโลยี
5.การให้บริการทางวิชาการแต่ชุมชน
6. การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
เนื่อง จากชื่อ “วิทยาลัยครู” ทำให้คนโดยทั่วไปเข้าใจผิดว่าผู้ที่จบจากการศึกษาจากวิทยาลัยครูจะต้อง ประกอบอาชีพครูเท่านั้น แต่โดยแท้จริงแล้ว วิทยาลัยครูผลิตบัณฑิตในสาขาต่าง ๆ หลายสาขามิใช่เพียงครุศาสตร์บัณฑิตเท่านั้น ยังมีการผลิตบัณฑิตทางสายวิทยาศาสตร์และสายศิลปศาสตร์บัณฑิตด้วย ความเข้าใจผิดดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนในคุณสมบัติของผู้สมัครงาน ทำให้ผู้ที่จบการศึกษาในสาขาอื่นขาดโอกาสในการหางานทำ และยังเข้าใจผิดอีกว่า วิทยาลัยครูไม่ใช่สถาบันอุดมศึกษา ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงเห็นสมควร ขอพระราชทานนามใหม่แก่วิทยาลัยครูทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ว่า “สถาบันราชภัฏ” มีความหมายว่า “คนของพระราชาหรือข้าราชการ” โดยเขียนชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Rajabhat Institute ปี พ.ศ. 2537 รัฐบาลของ ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย ได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 ต่อรัฐสภา เมื่อผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้วได้ทูลเกล้า ฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2538 สำนักเลขานุการคณะรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 112 ตอนที่ 4 ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2538 ทำให้สถานภาพขององค์การ ชื่อส่วนราชการ ตำแหน่งทางการบริหารและอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไป เช่น “วิทยาลัยครู” เปลี่ยนเป็น “สถาบันราชภัฏ” คณะวิชาวิทยาการจัดการ เปลี่ยนเป็น “คณะวิทยาการจัดการ” “หัวหน้าคณะวิชา” เปลี่ยนเป็น “คณบดี” “อธิการ” เปลี่ยนเป็น “อธิการบดี” ในการเขียนชื่อ “สถาบันราชภัฏ” แต่ละแห่งให้เขียนว่า สถาบันราชภัฏ และต่อท้ายด้วยชื่อของแต่ละวิทยาลัยครูเดิม เช่น วิทยาลัยครูเทพสตรี ให้ชื่อว่า สถาบันราชภัฏเทพสตรี เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Rajabhat Institute Thepsatri ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า สมควรจัดตั้ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ขึ้นแทนสถาบันราชภัฏ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับกฤษฎีกา เล่ม 121 ตอนพิเศษ 23 ก ทำให้ สถาบันราชภัฏทั่วประเทศ เปลี่ยนสถานภาพเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏ และเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคล ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ดังนั้นสถาบันราชภัฏเทพสตรี ได้เปลี่ยนสถานภาพเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี โดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Rajabhat Thepsatri University การบริหารงานของคณะวิทยาการจัดการ มีรูปแบบการบริหารจากเป็นภาควิชาต่อมาเปลี่ยนเป็น โปรแกรมวิชา และในปัจจุบันเป็นสาขาวิชา โดยมีคณบดีเป็นผู้บริหารสูงสุด ทำการบริหารทั้งด้านบุคลากร แผนงาน/โครงการ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน ผู้บริหารคณะวิทยาการจัดการ ตั้งแต่ปี 2528 ถึงปัจจุบัน ได้แก่ ผศ.สมพร พวงเพ็ชร์ พ.ศ. 2528 - 25233 ผศ.พิชัย เพชรรักษ์ พ.ศ. 2534 - 2537 ผศ.สมพร พวงเพ็ชร์ พ.ศ. 2538 - 25416 ผศ.ชวัชร์ ยิ้มพงษ์ พ.ศ. 2546 - 2547 ผศ. ดร.สุธาสินี ศิริโภคาภิรมย์ พ.ศ. 2548 ผศ.ธนิดา ภู่แดง 2555-ปัจจุบัน การบริหารงานวิชาการของคณะ โดยมีส่วนราชการเป็นภาควิชามานานกว่า 20 ปี ได้พบ ข้อจำกัดหลายประการ คณะกรรมการสภาสถาบันสถาบันราชภัฏ (คสส.) จึงมีมติเมื่อ วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ระบุให้การบริหารภายในคณะต่าง ๆ ของสถาบันราชภัฏเป็นแบบโปรแกรมวิชา เพราะเห็นว่า แนวคิดนี้จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพ ของการบริหารงานวิชาการและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ได้อย่างเต็มศักยภาพ สถาบันราชภัฏเทพสตรีจึงได้ นำเสนอต่อสภาสถาบันราชภัฏเทพสตรี และสภา ฯ ได้มีมติให้การประชุมครั้งที่ 7/2541 วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2541 เห็นชอบให้สถาบันราชภัฏเทพสตรี ดำเนินการบริหารงานคณะในรูปแบบ โปรแกรมวิชาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2541 เป็นต้นไป ซึ่งประกอบด้วย 6 โปรแกรมวิชา ดังนี้ โปรแกรมวิชาบริหารธุรกิจ โปรแกรมวิชาการจัดการทั่วไป โปรแกรมวิชาการบัญชีและการเงิน โปรแกรมวิชาการตลาด โปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ โปรแกรมวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ต่อมาในปี 2548 สถาบันราชภัฏได้เปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยและได้เปลี่ยนการ บริหารงานวิชาการ จากโปรแกรมวิชาเป็นสาขาวิชา ในปีการศึกษา 2549 คณะวิทยาการจัดการมีสาขาวิชารับผิดชอบ จัดการเรียนการสอน 10 สาขาวิชา ดังนี้ 1. สาขาวิชาการจัดการทั่วไป 2. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 3. สาขาวิชาการบัญชีและการเงิน 4. สาขาวิชาการตลาด 5. สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ 6. สาขาวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 7. สาขาวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ 8. สาขาวิชานิเทศศาสตร์ 9. สาขาวิชาธุรกิจศึกษา 10. สาขาวิชาการจัดการกีฬาและนันทนาการ